คงไม่มีใครที่จะมีชีวิตสุขสบายไปตลอด ไม่เคยมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ อย่างน้อยต้องมีสักครั้งที่มีปัญหาให้ครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ อย่างเด็กวัยรุ่นคิดน้อยใจอกหักเพราะถูกแฟนทิ้ง เมื่อโตขึ้นมีงานการทำ ถ้าตัวเองไม่ได้เลื่อนขั้นเหมือนคนอื่นเขาทำให้คิดหนัก พอมีแฟนมีลูกก็อดคิดห่วงความปลอดภัยของคนในครอบครัวไม่ได้ พอมีหนี้ติดเงินกู้นอกระบบก็ห่วงว่าจะหมุนเงินยังไง ยิ่งช่วงที่เขียนบทความนี้กำลังเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนไร่นาทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ยังไง บางคนคิดมากถึงกับผูกคอตาย (ในชีวิตของผมมีคนรู้จัก ฆ่าตัวตายไปแล้วถึง 2 คน)

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เวลามีปัญหาคิดมาก จะทำยังไงๆก็ไม่หยุดคิด พอหลับตานึกถึงผมขนเล็บฟันหนัง กลับเห็นภาพหน้าตาของคู่กรณีขึ้นมาแทน พอคิดบริกรรมภาวนาพุทโธได้ไม่กี่คำ อดคิดถึงคำพูดที่ทำให้คิดมากขึ้นมาอีก ถ้าเป็นเวลากลางวันอาจพอจะถูไถใช้เวลาทำเรื่องอื่นให้ลืมเลือนเรื่องทุกข์ใจไปได้บ้าง แต่พอถึงเวลากลางคืนจะนอนนี่นะซิ ไม่อยากจะคิดแต่มันกลับคิดของมันขึ้นมาเอง

นักกรรมฐานอย่าพลาดโอกาสที่ตนมีความทุกข์ ยิ่งเห็นทุกข์ได้ชัดเจนเท่าใด ยิ่งง่ายที่จะฉวยโอกาสหยิบยกความทุกข์ขึ้นมาพิจารณา

การลืมตาหรือหลับตา ยังเป็นเหตุให้เห็นทุกข์ต่างกัน ถ้าลืมตาจะเห็นสิ่งอื่นที่ทำให้เบี่ยงเบนความสนใจ แต่พอหลับตาลงจะเห็นความคิดของตัวเองชัดขึ้น เห็นความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้ทุกข์ การฝึกกรรมฐานจึงต้องหลับตาไม่ใช่ลืมตาและหาสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างความสงบ ลดการรับรู้ทางตาหูจมูกปากลิ้นกายใจ

ส่วนคนที่ฟังเขามาว่ากรรมฐานฝึกแบบลืมตาก็ได้หรือทำได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ถึงจะทำได้ก็ตามแต่ยากจะเห็นความคิดของตัวเองชัดเจนเท่ากับการฝึกแบบหลับตา คิดเอาเองว่าการอ่านหนังสือบนรถเมล์หรืออ่านหนังสือในห้องสมุด อย่างใดช่วยให้ท่องจำและเข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้ดีกว่ากัน

แต่เมื่อคิดมาก พอหลับตาลง ทุกข์ก็ประดังกันขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไรกับทุกข์

แรกสุด อย่าเพิ่งคิดย้อนไปถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ เมื่อยังไม่เก่งพอที่จะปะทะซึ่งๆหน้า อย่าเพิ่งหันหน้าไปชนกับมัน การคิดถึงสาเหตุจะเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ

ให้เริ่มแยกแยะทุกข์ออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจัดการแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

เริ่มพิจารณาทุกข์ให้ชัดก่อนว่าเป็นทุกข์ของฉันจริงหรือไม่ ถ้าเป็นของฉันจริง ต้องสามารถจัดการควบคุมทุกข์ให้เปิดปิดได้ดังใจ

ลองคิดถึงอดีต ที่ผ่านมาเคยมีทุกข์ใช่ไหม แต่ทำไมตอนนี้ทุกข์ร้อนเรื่องเก่าๆนั้นมันหายไปหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าเวลาทำให้ลืม แต่เป็นเพราะเรื่องนั้นมันจบสิ้นไปนานแล้ว เรื่องที่ทำให้ทุกข์คราวนี้เช่นกัน สักพักเดียวไม่ช้าไม่นานมันจะปิดตัวจบลงเช่นกัน ทุกข์คราวนี้เป็นเพราะไปยึดติดว่ามันเป็นของฉัน แล้วอยากจะทุกข์อย่างนี้ไปตลอดกระนั้นหรือ

เหตุอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องปล่อยให้ดำเนินไปตามเรื่องของมัน ขอให้คิดหาทางแก้ไขเท่าที่ทำได้ เมื่อทำได้แค่นี้ก็ต้องยอมรับ

เรื่องของอนาคตไม่แน่นอน อย่าคิดคาดการณ์ตั้งหน้าตั้งตาคอยให้มากนัก

อย่าคิดแก้ไขที่คนอื่น แต่ให้คิดแก้ที่ตัวเอง ให้ใช้ทุกข์ที่เกิดขึ้นคราวนี้เป็นบทเรียนทำให้เข้มแข็งขึ้นและก้าวหน้าในทางธรรมมากขึ้น

ถ้ายังทุกข์อีก ให้คิดถึงความตายว่าพรุ่งนี้อาจจะป่วยไข้ล้มตายก็ได้ นอนหลับคืนนี้อาจไม่ได้ฟื้นอีกก็ได้ มันไม่แน่ใช่ไหม ดังนั้นให้ใช้เวลาในปัจจุบันกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างประโยชน์กับตัวเองให้เต็มที่ดีกว่า

แทนที่จะนอนหลับตาแล้วปล่อยให้คิดมาก สู้ลุกขึ้นมานั่งสมาธิดีกว่า นั่งขัดสมาธิ หลับตาลง แล้วลองสำรวจส่วนต่างๆของร่างกายว่ามันตึงเครียดหรือไม่ พยายามปล่อยกายใจให้สบาย แทนที่จะหลับในท่านอน คืนนี้ขอให้หลับในท่านั่งก็ยังได้ คิดเสียว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนก็ตาม กายย่อมได้พักพอๆกัน จากนั้นหันมาสำรวจใจ

แทนที่จะบริกรรมภาวนาพุทโธหรือดูลมหายใจเข้าออก ซึ่งการคิดใดๆจะกระตุ้นให้คิดมากขึ้นมาอีก คราวนี้ลองปล่อยใจให้ว่างๆไม่ต้องคิดอะไร แต่ให้ทำใจให้เหมือนยาม คอยเฝ้าดูว่าคิดโผล่ขึ้นมาตอนไหน พอรู้ตัวว่าคิด ขอให้หยุดคิด แล้วกำหนดจิตกลับมาคอยระวังเฝ้าดูความคิดต่อไปเรื่อยๆ ทำซ้ำแบบนี้ "พอรู้ตัวว่าคิด ให้หยุดคิด แล้วย้อนกลับมาเฝ้าดูความคิด"

พอเป็นยามเฝ้าดูความคิดของตัวเองได้สักพักจะพบว่าสงบขึ้นมาก จากนั้นลองบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ต่อเนื่องกันไป หรือถ้ายังมีช่องทำให้เผลอคิดเรื่องอื่นเข้ามาอีก ให้บริกรรมพุทโธตามรู้ลมหายใจ ตามรู้อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้ขึ้นมา พอรู้ก็พุทโธ ถ้ายังหลุดอีกให้ลองเปลี่ยนไปบริกรรมว่า พุทโธ โธพุท พุทโธ โธพุท ต่อๆกันแทนก็ได้

ถ้ายังมีช่องว่าให้คิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอีก ให้ร้องพุทโธเป็นเพลงไปเลย กำหนดทำนอง มีเสียงสูงต่ำ "พูด โท่ โธ พุท" บริกรรมภาวนาเป็นเพลงในใจ

ถ้านั่งสมาธิแล้วยังเผลอคิดมากแทรกเข้ามาได้อีก ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรม

พอสงบจากความคิด ให้หวนคิดยกเรื่องเก่าที่ทำให้คิดมากกลับมาพิจารณา คราวนี้จะคิดหาเหตุหาผลในเรื่องนั้นๆได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เร็วขึ้น คล่องขึ้น แล้วปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าทุกครั้งที่ยังคิดมากจนนอนไม่หลับ แสดงว่า ยังสอบไม่ผ่าน

 

Go to top