"จะฝึกสมถะหรือวิปัสสนาก่อนดี" เป็นปัญหาหนึ่งที่ถกเถียงกันมาไม่รู้จบตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ถ้าเป็นยุคก่อนซึ่งนิยมพระเกจิอาจารย์เก่งกล้าคาถาอาคม คนเราก็นิยมพูดถึงสมถะ แต่พอมาถึงยุคนี้นิยมใช้คำว่าวิปัสสนา ไม่ว่าจะเป็นสำนักฝึกกรรมฐานใด ต่างนิยมใช้คำว่า วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าใครพูดว่าฝึกสมถะหรือฝึกสมาธิ คนฟังจะช่วยเปลี่ยนเป็นคำใหม่ว่า นี่กำลังพูดถึงเรื่องฝึกวิปัสสนากันอยู่ใช่ไหม

เมื่อนำคำว่าวิปัสสนาไปค้นหาในพระไตรปิฎก พบว่ามีคำว่าสมถะใช้ควบคู่คำว่าวิปัสสนาอยู่เสมอ แสดงว่าสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่กัน จะเลือกฝึกแค่สมถะหรือเลือกแค่วิปัสสนาไม่ได้หรอก

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัด ลองนึกถึงคำว่าพุทโธในใจไปเรื่อยๆ หรือจะนับเลขหนึ่งถึงสิบวนไปวนมาก็ได้ จะทำได้ต่อเนื่องกันได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงนาทีใจจะแว้บคิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทนแล้วใช่ไหม ถ้าขาดสมาธิ จะวิปัสสนาต่อเนื่องกันไปได้อย่างไร

ใจที่ยังไม่นิ่ง เปรียบได้กับน้ำขุ่น ถ้าน้ำยังไม่นิ่ง จะไม่มีทางมองเห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำได้ชัดเจน เพราะน้ำยังถูกเขย่าถูกกวนให้ขุ่นอยู่นั่นเอง

ดังนั้นถ้าสามารถฝึกจิตจนทำให้ใจสงบนิ่งตั้งมั่นได้ลึกและนานเท่าใด จะสามารถใช้กำลังของสมาธิในช่วงเวลานั้นสำหรับวิปัสสนาได้นานเท่านั้น เป็นโอกาสได้รู้ได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของกายเวทนาและจิตได้อย่างชัดเจน

แทนที่จะมาเสียเวลาคิดกังวลว่าจะต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาก่อนสมถะ จึงมีคำที่เข้าใจได้ง่ายกว่าว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา" ถ้าจิตยังไม่สงบ ยากที่จะเกิดสมาธิ ต้องใช้ปัญญาหาทางทำจิตให้สงบตัวลงได้บ้างก่อน จากนั้นเมื่อจิตเริ่มสงบ ให้ทำสมาธิ แล้วพอจะถอยจิตออกจากสมาธิ ให้ใช้ปัญญาอีก

Go to top