ผู้ที่เพิ่งหันมาสนใจธรรมะ พอเรียนรู้ว่าทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อได้รับความสุขที่ตนไม่เคยได้รับมาก่อนจากทาน ศีล สมาธิ ปัญญา จะรู้สึกว่าตัวเองก้าวหน้าเหลือเกิน ซึ่งความก้าวหน้านี่แหละกลายเป็นกับดัก หลอกให้หลงผิดว่า แค่นี้แหละพอแล้ว ฉันไปในทางที่ถูกต้องแล้ว บางคนถึงกับคิดไปว่าบรรลุแล้ว โดยหารู้ไม่ว่า ความสุขกับความทุกข์ หรือขาวกับดำที่ตัวเองเห็นได้ชัดในความแตกต่างกันนั้น ความสุขที่ตัวเองได้รับยังไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงหรอก ถ้าเอาสีขาวที่ตัวเองว่าขาวแล้วไปเทียบกับสีขาวของผู้อื่น สีขาวที่ว่าขาวอาจกลายเป็นสีเทาไปก็ได้

การเข้าวัดเข้าหาธรรมะ มีจุดประสงค์เพื่อแสวงหาความสุข อยากได้ความสุขกันทั้งนั้น แต่แปลกไหมว่า ในคำสอนอริยสัจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมจึงเริ่มจากทุกข์ ทำไมจึงไม่เริ่มจากสุข

ผู้ที่จะก้าวหน้าอย่างแท้จริง ต้องเรียนรู้ว่าทุกข์เป็นอย่างไร อะไรคือต้นเหตุของทุกข์

ช่วงแรกๆที่เพิ่งเริ่มฝึกสมาธิ จะรู้สึกว่ายิ่งฝึกยิ่งทำให้เป็นคนคิดมาก ทำไมจึงหยุดคิดไม่ได้ ทำไมจึงคิดมากอย่างนี้ แล้วรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่าย ไม่อยากฝึกสมาธิต่อไป โดยหารู้ไม่ว่า อาการแบบที่ตนกำลังประสบอยู่นั้นแสดงถึงความก้าวหน้า เพราะเริ่มตามรู้ทันจิตใจของตัวเองว่าแท้จริงมันมีอาการอย่างไร จิตมันดิ้นเหมือนลิงที่อยู่ไม่สุข

ส่วนคนที่ฝึกได้ไม่นานแล้วบอกตัวเองว่า ยิ่งฝึกยิ่งพบกับความสงบ นั่นแหละเป็นกับดักของความก้าวหน้า

มันสงบของมันเองได้กระนั้นหรือ ความสงบต้องเกิดขึ้นจากการกระทำ กว่าจะหาทางดับทุกข์ได้ ต้องใช้เวลาฝึกปฏิบัติมิใช่น้อย จึงจะเกิดความสงบที่แท้จริง ถ้ามันสงบได้ง่ายๆ ทำไมในอริยสัจจึงต้องมีมรรค ทำไมจึงมีคำเตือนให้ระวังเรื่องวิปัสสนูปกิเลสซึ่งทำให้หลงว่าฝึกสำเร็จเป็นอริยบุคคลไปแล้ว 

Go to top