เวลาได้พบปะผู้คน ผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มักจะถามว่าใครชอบฝึกสมาธิบ้าง ที่ว่าเป็นนิสัยเสียเพราะตัวเองชอบเป็นคนพูดมากกว่าเป็นคนฟัง ชอบพูดเล่าเรื่องสมาธิ โดยลืมนึกไปว่า คนอื่นเขาอาจรู้จักเรื่องสมาธิดีกว่าเสียอีก นิสัยเสียนี่แหละที่ทำให้หมดโอกาสเรียนรู้วิธีฝึกจากคนอื่น แทนที่จะนิ่งเงียบเสียบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง หรือถามคนอื่นบ้างว่าเขามีประสบการณ์ในการฝึกสมาธิอย่างไร

หลายคนมีนิสัยเสียเช่นเดียวกันนี้ใช่ไหม คนที่เพิ่งก้าวสู่ทางธรรมย่อมพบว่าตัวเองได้พบกับความสุขที่ตัวเองไม่เคยประสบมาก่อน จึงอยากป่าวประกาศเชิญชวนคนอื่นให้ได้รับความสุขอย่างตัวเองบ้าง อยากจะถ่ายทอดความรู้ อยากจะสอนธรรมให้กับผู้อื่น จนลืมนึกว่าคนอื่นเขาอาจมีความก้าวหน้ากว่าตัวเอง ยิ่งคนที่มีดีกรีเป็นดอกเตอร์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต มีทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิ ยิ่งหลงความฉลาดของตัวจนมองข้ามคนอื่น

ช่วงปีแรกๆที่ผมเริ่มสนใจธรรม พอศึกษาธรรมได้ไม่นาน เคยเกิดความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าตนเข้าใจสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วอย่างชัดเจน มองกาย แบ่งแยกกายออกเป็นส่วนๆ รู้จักเวทนาว่าสุขทุกข์เป็นเช่นไร กระทบกับจิต ก้าวสู่สภาวธรรม เข้าใจเป็นตุเป็นตะว่าธรรมของพระพุทธเจ้ามีความหมายเช่นไร ยุคนั้นถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิแจก พอเจอใครที่บอกว่าสนใจธรรม เป็นต้องชิงพูดเรื่องปฏิบัติธรรมด้วยความเชื่อมั่นว่า ตัวเองเป็นผู้รู้เรื่องธรรมอย่างแตกฉาน

แต่พอถึงวันนี้เวลานี้ความเข้าใจในกายเวทนาจิตธรรมที่ว่าเคยเข้าใจแบบนั้นๆหายไปหมดแล้ว รู้อยู่อย่างเดียวว่าตัวเองยังต้องฝึกปฏิบัติอีกมาก แค่ทำจิตให้สงบก็ยังเข้าๆออกๆ วิปัสสนาของตัวเองยังเป็นวิปัสสนึกเสียส่วนมาก แทนที่จะเป็นผู้พูด น่าจะทำตัวเป็นผู้ฟังให้มากจะดีกว่า ส่วนที่เขียนในบันทึกนี้เป็นเพียงเขียนไว้เพื่อเตือนตัวเองและเผื่อว่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง

อย่างหัวเรื่องจับหลักสมาธิภาวนานี้ ผู้ที่คิดว่าเรื่องวิปัสสนาสำคัญกว่า ย่อมยากจะสนใจหนังสือเล่มนี้ใช่ไหม

Go to top