previous arrow
next arrow

Welcome to XLSiam Signature.

ขอต้อนรับสู่บันทึกของชาวสยาม XLSiam Signature.

เว็บอื่นในเครือ

 
ยาใจ   Excel Expert Training   Table Tennis Tip 

      

 

ที่นี่เป็นเสมือนห้องสมุดที่เก็บเรื่องราวที่น่าสนใจเอาไว้

เรื่องดีๆก็ควรทำตาม เรื่องไม่ดีก็อย่าเอาเยี่ยงอย่าง
คุณภาพชีวิตและสังคมของเราจะได้น่าอยู่ขึ้น

Excel Expert Training

เรียนรู้วิธีใช้ Excel

ยาใจ

ธรรมเป็นโอสถ
แก้ทุกข์ทางใจ

Table Tennis Tip

วิธีเล่นปิงปอง
อย่างมีหลักการ

คงไม่มีใครที่จะมีชีวิตสุขสบายไปตลอด ไม่เคยมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ อย่างน้อยต้องมีสักครั้งที่มีปัญหาให้ครุ่นคิดจนนอนไม่หลับ อย่างเด็กวัยรุ่นคิดน้อยใจอกหักเพราะถูกแฟนทิ้ง เมื่อโตขึ้นมีงานการทำ ถ้าตัวเองไม่ได้เลื่อนขั้นเหมือนคนอื่นเขาทำให้คิดหนัก พอมีแฟนมีลูกก็อดคิดห่วงความปลอดภัยของคนในครอบครัวไม่ได้ พอมีหนี้ติดเงินกู้นอกระบบก็ห่วงว่าจะหมุนเงินยังไง ยิ่งช่วงที่เขียนบทความนี้กำลังเกิดอุทกภัยน้ำท่วมบ้านเรือนไร่นาทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ได้ยังไง บางคนคิดมากถึงกับผูกคอตาย (ในชีวิตของผมมีคนรู้จัก ฆ่าตัวตายไปแล้วถึง 2 คน)

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เวลามีปัญหาคิดมาก จะทำยังไงๆก็ไม่หยุดคิด พอหลับตานึกถึงผมขนเล็บฟันหนัง กลับเห็นภาพหน้าตาของคู่กรณีขึ้นมาแทน พอคิดบริกรรมภาวนาพุทโธได้ไม่กี่คำ อดคิดถึงคำพูดที่ทำให้คิดมากขึ้นมาอีก ถ้าเป็นเวลากลางวันอาจพอจะถูไถใช้เวลาทำเรื่องอื่นให้ลืมเลือนเรื่องทุกข์ใจไปได้บ้าง แต่พอถึงเวลากลางคืนจะนอนนี่นะซิ ไม่อยากจะคิดแต่มันกลับคิดของมันขึ้นมาเอง

นักกรรมฐานอย่าพลาดโอกาสที่ตนมีความทุกข์ ยิ่งเห็นทุกข์ได้ชัดเจนเท่าใด ยิ่งง่ายที่จะฉวยโอกาสหยิบยกความทุกข์ขึ้นมาพิจารณา

การลืมตาหรือหลับตา ยังเป็นเหตุให้เห็นทุกข์ต่างกัน ถ้าลืมตาจะเห็นสิ่งอื่นที่ทำให้เบี่ยงเบนความสนใจ แต่พอหลับตาลงจะเห็นความคิดของตัวเองชัดขึ้น เห็นความคิดที่ผุดขึ้นมาทำให้ทุกข์ การฝึกกรรมฐานจึงต้องหลับตาไม่ใช่ลืมตาและหาสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อการสร้างความสงบ ลดการรับรู้ทางตาหูจมูกปากลิ้นกายใจ

ส่วนคนที่ฟังเขามาว่ากรรมฐานฝึกแบบลืมตาก็ได้หรือทำได้ทุกขณะในชีวิตประจำวัน ถึงจะทำได้ก็ตามแต่ยากจะเห็นความคิดของตัวเองชัดเจนเท่ากับการฝึกแบบหลับตา คิดเอาเองว่าการอ่านหนังสือบนรถเมล์หรืออ่านหนังสือในห้องสมุด อย่างใดช่วยให้ท่องจำและเข้าใจเนื้อหาในหนังสือได้ดีกว่ากัน

แต่เมื่อคิดมาก พอหลับตาลง ทุกข์ก็ประดังกันขึ้นมา แล้วจะทำอย่างไรกับทุกข์

แรกสุด อย่าเพิ่งคิดย้อนไปถึงต้นตอสาเหตุที่ทำให้ทุกข์ เมื่อยังไม่เก่งพอที่จะปะทะซึ่งๆหน้า อย่าเพิ่งหันหน้าไปชนกับมัน การคิดถึงสาเหตุจะเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ

ให้เริ่มแยกแยะทุกข์ออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อจัดการแต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

เริ่มพิจารณาทุกข์ให้ชัดก่อนว่าเป็นทุกข์ของฉันจริงหรือไม่ ถ้าเป็นของฉันจริง ต้องสามารถจัดการควบคุมทุกข์ให้เปิดปิดได้ดังใจ

ลองคิดถึงอดีต ที่ผ่านมาเคยมีทุกข์ใช่ไหม แต่ทำไมตอนนี้ทุกข์ร้อนเรื่องเก่าๆนั้นมันหายไปหมดแล้ว ไม่ใช่ว่าเวลาทำให้ลืม แต่เป็นเพราะเรื่องนั้นมันจบสิ้นไปนานแล้ว เรื่องที่ทำให้ทุกข์คราวนี้เช่นกัน สักพักเดียวไม่ช้าไม่นานมันจะปิดตัวจบลงเช่นกัน ทุกข์คราวนี้เป็นเพราะไปยึดติดว่ามันเป็นของฉัน แล้วอยากจะทุกข์อย่างนี้ไปตลอดกระนั้นหรือ

เหตุอะไรที่เกิดขึ้นแล้ว ต้องปล่อยให้ดำเนินไปตามเรื่องของมัน ขอให้คิดหาทางแก้ไขเท่าที่ทำได้ เมื่อทำได้แค่นี้ก็ต้องยอมรับ

เรื่องของอนาคตไม่แน่นอน อย่าคิดคาดการณ์ตั้งหน้าตั้งตาคอยให้มากนัก

อย่าคิดแก้ไขที่คนอื่น แต่ให้คิดแก้ที่ตัวเอง ให้ใช้ทุกข์ที่เกิดขึ้นคราวนี้เป็นบทเรียนทำให้เข้มแข็งขึ้นและก้าวหน้าในทางธรรมมากขึ้น

ถ้ายังทุกข์อีก ให้คิดถึงความตายว่าพรุ่งนี้อาจจะป่วยไข้ล้มตายก็ได้ นอนหลับคืนนี้อาจไม่ได้ฟื้นอีกก็ได้ มันไม่แน่ใช่ไหม ดังนั้นให้ใช้เวลาในปัจจุบันกับสิ่งที่เป็นประโยชน์และสร้างประโยชน์กับตัวเองให้เต็มที่ดีกว่า

แทนที่จะนอนหลับตาแล้วปล่อยให้คิดมาก สู้ลุกขึ้นมานั่งสมาธิดีกว่า นั่งขัดสมาธิ หลับตาลง แล้วลองสำรวจส่วนต่างๆของร่างกายว่ามันตึงเครียดหรือไม่ พยายามปล่อยกายใจให้สบาย แทนที่จะหลับในท่านอน คืนนี้ขอให้หลับในท่านั่งก็ยังได้ คิดเสียว่า ไม่ว่านั่งหรือนอนก็ตาม กายย่อมได้พักพอๆกัน จากนั้นหันมาสำรวจใจ

แทนที่จะบริกรรมภาวนาพุทโธหรือดูลมหายใจเข้าออก ซึ่งการคิดใดๆจะกระตุ้นให้คิดมากขึ้นมาอีก คราวนี้ลองปล่อยใจให้ว่างๆไม่ต้องคิดอะไร แต่ให้ทำใจให้เหมือนยาม คอยเฝ้าดูว่าคิดโผล่ขึ้นมาตอนไหน พอรู้ตัวว่าคิด ขอให้หยุดคิด แล้วกำหนดจิตกลับมาคอยระวังเฝ้าดูความคิดต่อไปเรื่อยๆ ทำซ้ำแบบนี้ "พอรู้ตัวว่าคิด ให้หยุดคิด แล้วย้อนกลับมาเฝ้าดูความคิด"

พอเป็นยามเฝ้าดูความคิดของตัวเองได้สักพักจะพบว่าสงบขึ้นมาก จากนั้นลองบริกรรมภาวนาว่า พุทโธ ต่อเนื่องกันไป หรือถ้ายังมีช่องทำให้เผลอคิดเรื่องอื่นเข้ามาอีก ให้บริกรรมพุทโธตามรู้ลมหายใจ ตามรู้อะไรก็ได้ที่ทำให้รู้ขึ้นมา พอรู้ก็พุทโธ ถ้ายังหลุดอีกให้ลองเปลี่ยนไปบริกรรมว่า พุทโธ โธพุท พุทโธ โธพุท ต่อๆกันแทนก็ได้

ถ้ายังมีช่องว่าให้คิดเรื่องอื่นแทรกเข้ามาอีก ให้ร้องพุทโธเป็นเพลงไปเลย กำหนดทำนอง มีเสียงสูงต่ำ "พูด โท่ โธ พุท" บริกรรมภาวนาเป็นเพลงในใจ

ถ้านั่งสมาธิแล้วยังเผลอคิดมากแทรกเข้ามาได้อีก ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรม

พอสงบจากความคิด ให้หวนคิดยกเรื่องเก่าที่ทำให้คิดมากกลับมาพิจารณา คราวนี้จะคิดหาเหตุหาผลในเรื่องนั้นๆได้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เร็วขึ้น คล่องขึ้น แล้วปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าทุกครั้งที่ยังคิดมากจนนอนไม่หลับ แสดงว่า ยังสอบไม่ผ่าน

 

เห็นใครๆแนะนำวิธีเจริญสติในชีวิตประจำวันไปแล้ว อยากจะเพิ่มเติมว่า ไหนๆจะตั้งใจทำกันแล้วขอให้ทำให้ถึงสมาธิไปด้วยดีกว่า คนที่ชอบแก้ตัวว่าตัวเองไม่มีเวลาฝึกสมาธิจะได้ตาสว่างเสียทีว่า ในวันหนึ่งๆนั้นมีเวลาว่างให้ทำสมาธิถมเถไป พอทำสมาธิได้แล้วสติย่อมเกิดพร้อมกัน ดีกว่าเกิดแค่สติ

ขณะกำลังล้างหน้าแปรงฟัน แม้มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ทำไมขณะที่กำลังรู้ตัวว่าแปรงฟัน จึงแปรงฟันไปด้วยกับคิดนอกเรื่องนอกราวพร้อมกันไปได้ด้วย

ขณะกำลังเดิน แม้มีสติรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ทำไมขณะที่กำลังรู้ตัวว่าเดิน จึงเดินไปด้วยกับคิดนอกเรื่องนอกราวพร้อมกันไปได้ด้วย

ไม่ว่าจะพยายามมีสติในชีวิตประจำวันอยู่กับอาการใดๆ เผลอแผล็บเดียว จะหลุดไปคิดเรื่องอื่นได้เสมอ นี่เป็นเพราะจิตทำงานได้เร็วมาก แค่เอาแปรงสีฟันเข้าปาก พอรู้ตัวว่าแปรงเข้าปากไปแล้ว เมื่อได้รับรู้รสของยาสีฟัน จิตจะคิดปรุงแต่งตามติดเข้าไปทันที ทำให้เผลอไปคิดเรื่องอื่น

แทนที่จะรู้แค่ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ขอให้บริกรรมภาวนาพุทโธกำกับตามไปด้วย พอรู้อะไรขึ้นมา ไม่ต้องเสียเวลาไปตีความว่าสิ่งที่รู้นั้นคืออะไร แต่ให้ใช้คำว่าพุทโธที่คิดขึ้นในใจแทนความหมายว่ารู้ แล้วจะพบว่าต้องบริกรรมพุทโธติดต่อกันถี่ยิบ เพราะไม่ใช่รู้แค่จังหวะหยิบแปรง ทุกขณะเวลาใดที่รู้ๆๆๆขึ้นมา มีแต่คำว่าพุทโธๆๆๆตามติดกันไป

ยกตัวอย่างเช่นคุณกำลังจะเดิน ให้ตั้งใจว่าฉันจะเดินแล้วนะ จะเดินจากที่นี่ไปที่นั่น พอเริ่มเดินให้บริกรรมพุทโธในใจติดต่อกันไป ก้าวหนึ่งพุทโธหนึ่งก็ได้ หรือถ้าทำได้คล่องจะพุทโธๆหลายๆครั้งต่อก้าวหนึ่งๆ

ขณะกำลังขับรถ พอมองเห็นรถข้างหน้าให้พุทโธในใจ พอเหยียบเบรก กำลังเหยียบ พอรู้ตัวว่าเหยียบเบรกให้พุทโธ พอเห็นไฟแดงก็พุทโธ พอเห็นไฟเขียวก็พุทโธ พอหมุนพวงมาลัยเลี้ยวขวาก็พุทโธๆๆๆ จังหวะใดที่ว่างไม่ได้คิดไม่ได้ทำอะไรก็ให้พุทโธๆๆในใจไปเรื่อยๆ (แต่อย่ากำหนดให้คิดพุทโธอย่างเดียวโดยไม่ได้สนใจกับการขับรถ)

เมื่อรู้ครั้งหนึ่งให้ตามด้วยพุทโธครั้งหนึ่ง เมื่อพยายามทำให้ได้เช่นนี้ จะพบว่าในวันหนึ่งๆมีเวลาว่างเหลือเฟือสำหรับฝึกสมาธิ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง 1,440 นาที หรือ 86,400 วินาที มีเวลาให้บริกรรมพุทโธติดต่อกันได้นับพันนับหมื่นครั้ง และเมื่อบริกรรมภาวนาพุทโธจนติดเป็นนิสัย พอนั่งสมาธิจะกำหนดพุทโธได้ง่ายเพราะทำจนคุ้นเคยมาก่อนแล้ว

 

ตามธรรมชาติ นิสัยใดที่ทำจนคุ้นเคย จะทำได้ทันทีโดยอัตโนมัติ และไม่ค่อยมีสติตามรู้การกระทำของตัวเองกันนักหรอก อย่างคุณที่กำลังนั่งดูบทความนี้อยู่ จะรู้ตัวอยู่แค่ว่าตัวเองกำลังนั่ง แต่กว่าตัวเองจะสามารถนั่งได้นิ่งแบบที่นั่งอยู่นี่ เคยมีสติตามรู้หรือไม่

ขอให้ย้อนคิดไปถึงสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กทารก ตอนนั้นได้แต่นอนร้องอุแว้ๆ ร้องไห้บอกคนรอบข้างว่าหิวหรือไม่สบาย กว่าจะพลิกตัวเองเป็น กว่าจะลุกขึ้นนั่งเป็น กว่าจะยืนได้ตัวตรง กว่าจะเดินได้โดยไม่ต้องจับราวกำแพง ต้องฝึกทรงตัว ฝึกใช้มือไม้คำยัน ซึ่งสมัยนั้นแหละต้องอาศัยสติอย่างมากกว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เขียน พูด คิด คล่องอย่างทุกวันนี้

การมีสติในชีวิตประจำวัน จึงไม่ได้มีสติกันทุกขณะเท่าใดนักเพราะมักขาดสติตามรู้ในสิ่งที่ทำจนคุ้นเคย แต่จะมีสติเกิดขึ้นต่อเมื่อเกิดเรื่องแปลกหรือเรื่องที่ไม่ปกติแทรกเข้ามา อะไรที่ทำจนคุ้นเคย จะมองข้ามกันไป อะไรที่เคยคิดเคยทำจนจำได้ จะไม่สนใจเหมือนครั้งแรกๆ สิ่งที่ว่ารู้ชัดจึงเป็นความรู้ที่เคยรู้กันเหมือนที่คนทั่วไปรู้กัน

การมีสติในชีวิตประจำวันให้ได้ตลอดทุกขณะเป็นสิ่งที่ทำได้โดยการฝึกสมาธิ เช่น การฝึกเดินจงกรมช้าๆแล้วค่อยๆตามรู้ตัวว่า ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ซึ่งยังต้องฝึกต่อไปอีกมาก กว่าจะตามรู้ทันให้ละเอียดลงไปว่า แค่ตอนที่ยืนตรง ยังไม่ได้ก้าวเท้าไปไหน ตอนนั้นร่างกายต้องทิ้งน้ำหนักอย่างไรจึงจะยืนตรงอยู่ได้โดยไม่เอียงไปเอียงมา พอจะยกเท้าขึ้น ร่างกายต้องปรับสมดุลไปที่ใดก่อนจึงจะยกเท้าแล้วไม่ล้ม

การที่จะตามรู้ได้ตลอด ต้องมีสติและสมาธิอย่างมาก แม้ฝึกก้าวเท้าช้าๆก็ตาม จะสามารถตามรู้ได้ทันได้ตลอดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับว่าสามารถคิดได้ทันหรือไม่ พอคิดได้ทันแล้ว ต้องไม่คิดเสริมเติมแต่งแทรกแซงเรื่องอื่นจึงจะตามรู้ต่อไปได้ละเอียด สิ่งที่ทำกันจนคุ้นเคยนั่นเองเป็นต้นตอของปัญหาทำให้ไม่สามารถตามรู้มีสติได้อย่างต่อเนื่อง

แทนที่จะฝึกเดินช้าๆหรือทำอะไรช้าลงเพื่อจะได้มีสติตามรู้ทัน ผู้ฝึกควรฝึกการคิดของตัวเองเสียใหม่ มาเริ่มฝึกคิดกันใหม่ตั้งแต่ต้น ต่างกันที่ว่าคราวนี้จะฝึกคิดอย่างมีระเบียบ คิดให้รู้ว่าคิด คิดให้รู้ว่าอะไรที่ทำให้คิด คิดได้ต่อเนื่องเร็วๆโดยไม่คิดเรื่องอื่นเข้ามาแทรก

ขอให้ลองคิดถึงคำว่าพุทโธขึ้นมาในใจ แล้วคิดถึงคำว่าพุทโธนี้ซ้ำๆต่อไปอีกเร็วๆ พยายามทำให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าคิดแล้วยังต้องหยุดมาหายใจเข้า แสดงว่ายังไม่ใช่คิดด้วยความคิดล้วนๆ แต่เป็นคิดซึ่งยังติดนิสัยอยากจะพูดพุทโธด้วยปากที่ต้องอาศัยลมหายใจ

ถ้าคิดถึงพุทโธแล้วยังคิดเรื่องอื่นเข้ามาแทรกได้อีก แสดงว่ายังคิดไม่เร็วพอ ยังมีช่องว่างระหว่างพุทโธที่ปล่อยให้เรื่องอื่นแทรกเข้ามา ลองพุทโธ พุทโธ พุทโธ ติดกันเป็นชุดๆ ลองพุทโธโธพุทบ้าง ลองพุทโธกำกับตัวเลขบ้าง ลองพุทโธ ธัมโม สังโฆบ้าง

อย่ายึดติดว่าต้องเป็นคำว่าพุทโธเท่านั้น คิดอะไรก็ได้ที่ง่ายๆและชอบที่จะคิดต่อเนื่องกันไป พอสามารถคิดได้ต่อเนื่องแล้ว สมองจะมีความไวและสามารถตามรู้เรื่องราวรอบข้างได้เร็วขึ้นละเอียดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ต้องลองเองแล้วจะรู้

คนที่ติดทำงานหามรุ่งหามค่ำ มีเวลาพักผ่อนหาความสุขใส่ตัวได้น้อยเหลือเกิน พอนั่งหลับตาพิงพนักเก้าอี้แค่แผล็บเดียวก็หลับ ไฉนเลยจะฝึกสมาธิแบบที่ว่าให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาวางทับมือซ้าย แล้วหลับตาลง กำหนดตามรู้อาการของลมหายใจต่อไปได้ พอหลับตาลงแล้วจะหลับไปเลยทั้งนั้นใช่ไหม

การหลับตาแล้วหลับไปเลย เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้หลายคนหลีกหนีจากการฝึกสมาธิ ปฏิเสธการฝึกที่เรียกว่าสมถะ เพราะฝึกทีไรก็หลับ ในที่สุดพอหมดทางจึงคิดหันไปฝึกแบบลืมตา ขอแค่มีสติตามรู้ไปเรื่อยๆก็พอ ครูอาจารย์ซึ่งสอนให้ใช้แต่ปัญญาอย่างเดียว บางคนก็พอๆกันกับลูกศิษย์ ที่ไม่อยากสอนสมถะเป็นเพราะตัวเองหลับเหมือนกัน แล้วตอบแบบเลี่ยงๆไปว่า วิปัสสนาดีอย่างนั้นดีอย่างนี้เพราะไม่ต้องหลับตาก็ฝึกได้

ถ้าทำงานมาเหนื่อย ใช้สายตาจ้องมองจอคอมพิวเตอร์มาตลอดวัน พอนั่งหลับตาก็ยากจะรักษาสติตามรู้ไปตลอดโดยไม่หลับ ดังนั้นถ้ายังไม่พร้อม ขอให้ไปนอนหลับให้เต็มอิ่มก่อนดีกว่า พักเอาแรง ปล่อยจิตใจให้ผ่อนคลายลืมปัญหาที่รุมเร้ามาตลอดทั้งวัน พอตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแล้วจึงมาตั้งใจฝึกสมาธิ

การนั่งสมาธิแล้วไม่อยากหลับ ต้องเริ่มจากความตั้งใจ ตั้งใจที่จะใช้เวลาจากนี้ในการฝึกสมาธิ ถ้าไม่ตั้งใจไว้ก่อน จะใจอ่อนยอมแพ้หลับไปง่ายๆ

พอตั้งใจได้แล้ว จากนั้นให้กำหนดตามรู้ลมหายใจ พอรู้ว่าลมหายใจเข้าแล้วนะ คิดคำบริกรรมว่า พุท พอรู้ว่าลมหายใจออก บริกรรมว่า โธ ... ทำไปสักพักจะหลับอีกใช่ไหม

ลมหายใจที่ใช้เริ่มต้นตามรู้ ต้องไม่ใช้ลมหายใจที่หายใจเข้าออกตามสภาวะปกติ เพราะลมหายใจในสภาวะปกติมีแต่จะเบาลงๆๆไปเรื่อยๆ เมื่อลมหายใจเบาลงช้าลงจนแทบไม่เห็นลม ทำให้เผลอ แล้วจะหลับ

ขอให้ปรับลมหายใจให้แรงขึ้นกว่าปกติสักเล็กน้อย ปรับให้รู้สึกถึงลมที่กระทบในโพรงจมูกได้ชัดเจน เวลานึกคำบริกรรมว่าพุทโธ ต้องกำหนดให้ชัดเจนหนักแน่น ได้ยินเสียงในใจดังขึ้นว่า พุทโธ อย่างชัดเจน ไม่ใช่ได้ยินว่า พุ โอ อุ โอ แล้วหลับไปอีก

อย่าลืมว่าการฝึกสมาธิไม่ใช่การปล่อยใจให้สบายๆว่างๆ การฝึกสมาธิถือเป็นงานของจิตที่จิตต้องทำ เพียงแต่ต้องไม่หนักไปหรือเบาไป ไม่เร็วไปหรือช้าไป ไม่ดังไปหรือค่อยไป ไม่สั้นไปหรือยาวไป กะให้พอดี ค่อยๆปรับให้พอดี ซึ่งจะปรับได้พอดีได้อย่างไรนั้น ต้องใช้ปัญญาค่อยสังเกต ศึกษา ตามรู้ และแก้ไขให้เหมาะสม

มีประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันมากในเรื่องที่ว่า วิปัสสนาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องใช้ความคิดหรือไม่ จึงขอลองตอบเท่าที่ตัวเองเข้าใจ ดังนี้

เนื่องจากจิตทำงานได้เร็วมาก การคิดในระดับความเร็วของคนธรรมดาทั่วไป จึงกลายเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถตามรู้จิตได้ทัน เพราะพอรู้สิ่งใดขึ้นมาแล้วหากคิดตามไป จะกลายเป็นว่ารู้ได้ทันแค่ในสิ่งที่ตัวเองคิดปรุงแต่ง ไม่สามารถติดตามสิ่งที่จิตรู้ได้ตลอด

หากต้องการตามให้ทันในสิ่งที่จิตรู้หรือรู้เท่าทัน ต้องไม่คิด ซึ่งไม่คิดที่ว่านี้ไม่ใช่ว่าไม่ให้สมองทำงานเสียเลยหรือปล่อยใจให้ว่างๆอะไรแบบนั้น ไม่คิดที่ว่านี้หมายถึงไม่ให้คิดปรุงแต่ง ต้องฝึกเป็นผู้ดูผู้รู้เฉยๆให้ได้ก่อน เหมือนกับนั่งดูหนังบู๊แต่ไม่ให้คิดไม่ให้นึกไม่ให้วิจาร พอหนังฉายจบแล้วต้องสามารถเล่าเรื่องราวที่ได้ดูในหนังได้อย่างละเอียด ซึ่งทำได้ยากแต่ไม่ใช่ว่าฝึกกันไม่ได้ นี่คือประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยประสบการณ์จากการฝึกสมาธิ อีกทั้งต้องผ่านการพิจารณากายและเวทนามาก่อนอย่างช่ำชอง จึงจะเข้าใจว่าจิตต่างจากกายและเวทนาเช่นใด

การฝึกจิตต้องผ่านการพิจารณาเวทนา เพื่อเรียนรู้และเข้าใจในทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข ความคิดปรุงแต่งที่เกิดขึ้นเป็นต้นเหตุของเวทนา แล้วการปรุงแต่งอาศัยความคิด(สังขาร)และความนึกถึงความจำ(สัญญา) ทำให้คิดปรุงแต่งเรื่อยเปื่อยไปนั่นเอง ซึ่งขั้นนี้ต้องอาศัยสมาธิเพื่อสามารถแยกขั้นตอนการทำงานของจิตออกได้ชัดเจนว่า นั่นคิดนะ นี่นึกนะ นั่นปรุงแต่งเข้าไปอีกแล้วนะ

แล้วเวทนานั่นล่ะเกิดขึ้นมาจากการรับรู้ผ่านสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอเห็นสาวสวยหนุ่มหล่อ ทำไมจึงเกิดความรู้สึกรักชอบขึ้นมา แต่ถ้าดูเสาไฟข้างถนน ทำไมจึงไม่รู้สึกเหมือนเห็นคนสวยแบบนั้นบ้าง เสาไฟฟ้ามันเป็นแค่เสาปูน มันเป็นแค่ธาตุดิน ต่างจากตัวเองที่ประกอบด้วยธาตุดินน้ำลมไฟหรือไม่ มันสักแต่ว่าธาตุเหมือนกัน ทำไมจึงเกิดเวทนาต่างกันไปได้เช่นนั้น

ถ้าเข้าใจเรื่องของกายและเวทนาแล้ว จะไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่าวิปัสสนาต้องใช้ความคิดหรือไม่ เพราะกว่าจะสามารถตามรู้จิตได้ทัน ต้องผ่านการคิดพิจารณาแยกแยะองค์ประกอบของกายและเวทนาเพื่อเรียนรู้และเข้าใจในสภาวะที่แท้จริง

ขณะที่เรียนรู้ต้องไม่คิดปรุงแต่ง เพื่อรู้ตามสภาวะที่แท้จริง

แต่เมื่อเกิดความรู้เข้ามาแล้ว ต้องใช้ความคิดพิจารณาให้เข้าใจ

เมื่อเข้าใจแล้ว พอสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มันจะดับของมันไปเอง

แต่ถ้ามันไม่ดับ แสดงว่าตัวเองยังคงยึดติดว่า เป็นตัวตนเราเขาอยู่อีก ยังเสนอตัวเข้าไปปรุงแต่งอยู่อีก

"จะฝึกสมถะหรือวิปัสสนาก่อนดี" เป็นปัญหาหนึ่งที่ถกเถียงกันมาไม่รู้จบตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ถ้าเป็นยุคก่อนซึ่งนิยมพระเกจิอาจารย์เก่งกล้าคาถาอาคม คนเราก็นิยมพูดถึงสมถะ แต่พอมาถึงยุคนี้นิยมใช้คำว่าวิปัสสนา ไม่ว่าจะเป็นสำนักฝึกกรรมฐานใด ต่างนิยมใช้คำว่า วิปัสสนากรรมฐาน ถ้าใครพูดว่าฝึกสมถะหรือฝึกสมาธิ คนฟังจะช่วยเปลี่ยนเป็นคำใหม่ว่า นี่กำลังพูดถึงเรื่องฝึกวิปัสสนากันอยู่ใช่ไหม

เมื่อนำคำว่าวิปัสสนาไปค้นหาในพระไตรปิฎก พบว่ามีคำว่าสมถะใช้ควบคู่คำว่าวิปัสสนาอยู่เสมอ แสดงว่าสมถะและวิปัสสนาเป็นของคู่กัน จะเลือกฝึกแค่สมถะหรือเลือกแค่วิปัสสนาไม่ได้หรอก

เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัด ลองนึกถึงคำว่าพุทโธในใจไปเรื่อยๆ หรือจะนับเลขหนึ่งถึงสิบวนไปวนมาก็ได้ จะทำได้ต่อเนื่องกันได้เพียงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ถึงนาทีใจจะแว้บคิดเรื่องอื่นขึ้นมาแทนแล้วใช่ไหม ถ้าขาดสมาธิ จะวิปัสสนาต่อเนื่องกันไปได้อย่างไร

ใจที่ยังไม่นิ่ง เปรียบได้กับน้ำขุ่น ถ้าน้ำยังไม่นิ่ง จะไม่มีทางมองเห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำได้ชัดเจน เพราะน้ำยังถูกเขย่าถูกกวนให้ขุ่นอยู่นั่นเอง

ดังนั้นถ้าสามารถฝึกจิตจนทำให้ใจสงบนิ่งตั้งมั่นได้ลึกและนานเท่าใด จะสามารถใช้กำลังของสมาธิในช่วงเวลานั้นสำหรับวิปัสสนาได้นานเท่านั้น เป็นโอกาสได้รู้ได้เห็นสภาวะที่แท้จริงของกายเวทนาและจิตได้อย่างชัดเจน

แทนที่จะมาเสียเวลาคิดกังวลว่าจะต้องฝึกสมถะก่อนวิปัสสนา หรือวิปัสสนาก่อนสมถะ จึงมีคำที่เข้าใจได้ง่ายกว่าว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ สมาธิอบรมปัญญา" ถ้าจิตยังไม่สงบ ยากที่จะเกิดสมาธิ ต้องใช้ปัญญาหาทางทำจิตให้สงบตัวลงได้บ้างก่อน จากนั้นเมื่อจิตเริ่มสงบ ให้ทำสมาธิ แล้วพอจะถอยจิตออกจากสมาธิ ให้ใช้ปัญญาอีก

เวลาได้พบปะผู้คน ผมมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งตรงที่มักจะถามว่าใครชอบฝึกสมาธิบ้าง ที่ว่าเป็นนิสัยเสียเพราะตัวเองชอบเป็นคนพูดมากกว่าเป็นคนฟัง ชอบพูดเล่าเรื่องสมาธิ โดยลืมนึกไปว่า คนอื่นเขาอาจรู้จักเรื่องสมาธิดีกว่าเสียอีก นิสัยเสียนี่แหละที่ทำให้หมดโอกาสเรียนรู้วิธีฝึกจากคนอื่น แทนที่จะนิ่งเงียบเสียบ้าง ฟังคนอื่นบ้าง หรือถามคนอื่นบ้างว่าเขามีประสบการณ์ในการฝึกสมาธิอย่างไร

หลายคนมีนิสัยเสียเช่นเดียวกันนี้ใช่ไหม คนที่เพิ่งก้าวสู่ทางธรรมย่อมพบว่าตัวเองได้พบกับความสุขที่ตัวเองไม่เคยประสบมาก่อน จึงอยากป่าวประกาศเชิญชวนคนอื่นให้ได้รับความสุขอย่างตัวเองบ้าง อยากจะถ่ายทอดความรู้ อยากจะสอนธรรมให้กับผู้อื่น จนลืมนึกว่าคนอื่นเขาอาจมีความก้าวหน้ากว่าตัวเอง ยิ่งคนที่มีดีกรีเป็นดอกเตอร์ มีตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต มีทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิ ยิ่งหลงความฉลาดของตัวจนมองข้ามคนอื่น

ช่วงปีแรกๆที่ผมเริ่มสนใจธรรม พอศึกษาธรรมได้ไม่นาน เคยเกิดความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าตนเข้าใจสติปัฏฐานสี่ กาย เวทนา จิต ธรรม แล้วอย่างชัดเจน มองกาย แบ่งแยกกายออกเป็นส่วนๆ รู้จักเวทนาว่าสุขทุกข์เป็นเช่นไร กระทบกับจิต ก้าวสู่สภาวธรรม เข้าใจเป็นตุเป็นตะว่าธรรมของพระพุทธเจ้ามีความหมายเช่นไร ยุคนั้นถึงกับเขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิแจก พอเจอใครที่บอกว่าสนใจธรรม เป็นต้องชิงพูดเรื่องปฏิบัติธรรมด้วยความเชื่อมั่นว่า ตัวเองเป็นผู้รู้เรื่องธรรมอย่างแตกฉาน

แต่พอถึงวันนี้เวลานี้ความเข้าใจในกายเวทนาจิตธรรมที่ว่าเคยเข้าใจแบบนั้นๆหายไปหมดแล้ว รู้อยู่อย่างเดียวว่าตัวเองยังต้องฝึกปฏิบัติอีกมาก แค่ทำจิตให้สงบก็ยังเข้าๆออกๆ วิปัสสนาของตัวเองยังเป็นวิปัสสนึกเสียส่วนมาก แทนที่จะเป็นผู้พูด น่าจะทำตัวเป็นผู้ฟังให้มากจะดีกว่า ส่วนที่เขียนในบันทึกนี้เป็นเพียงเขียนไว้เพื่อเตือนตัวเองและเผื่อว่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่นบ้าง

อย่างหัวเรื่องจับหลักสมาธิภาวนานี้ ผู้ที่คิดว่าเรื่องวิปัสสนาสำคัญกว่า ย่อมยากจะสนใจหนังสือเล่มนี้ใช่ไหม

ขั้นเตรียมตัวล่วงหน้า

ผู้ตั้งใจจะฝึกสมาธิ ควรพยายามให้ทานและรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย ฝึกคิดในสิ่งที่ดีงาม หมั่นพิจารณาพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และใช้พรหมวิหารสี่ในชีวิตประจำวันให้เป็นนิสัย ทั้งทาน ศีล และพรหมวิหารสี่นี้จะเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจแจ่มใส หมดกังวล และเป็นการฝึกการละวางไปในตัว

พยายามฝึกตามรู้ให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน เห็น รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด โดยบริกรรมภาวนากำกับไว้เสมอตลอดเวลา จนติดเป็นนิสัย

ขั้นเตรียมตัวก่อนนั่งสมาธิ

อย่ารับประทานอาหารให้มากนัก พักผ่อนให้เพียงพอ พยายามจบปัญหาที่ยังค้างคาใจไปให้หมด การฝึกตอนเช้าจะดีกว่าฝึกตอนก่อนนอน เพราะสมองปลอดโปร่ง ปราศจากความกังวลที่ตัวเองคิดมาตลอดทั้งวัน แต่ถ้าฝึกก่อนนอนได้ด้วยจะดีมาก

ขั้นการนั่งสมาธิ

  1. สวดมนต์ระลึกถึงพระรัตนตรัยและขอคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง (ในหน้า 6)
  2. สวดมนต์สมาทานรับศีลห้าหรือศีลแปด (ในหน้า 6 ย่อหน้าสุดท้าย)
  3. พิจารณาถึงศีลและพรหมวิหารสี่ที่ตนได้ทำมาแล้ว
  4. นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย นั่งตัวให้ตรง หลับตาลง
  5. บริกรรมภาวนาในใจตามแบบที่ตนถนัด จนจิตสงบให้ได้มากที่สุด
  6. พอจิตสงบแล้วถอนออกมา ให้คิดพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม
  7. ทวนซ้ำขั้นตอนที่ 5-6 ต่อไปเรื่อยๆ

ถ้านั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบ ให้คิดพิจารณาใดๆก็ได้ที่นำไปสู่ความละวาง เช่น พิจารณาถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาอสุภกรรมฐาน พิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นเป็นของปฏิกูล น่าเกลียดโสโครก แยกธาตุลม ไฟ น้ำ ดิน เพื่อทำให้คลายความยึดมั่นถือมั่น จะพบว่าจิตเริ่มคลายตัวและสามารถบริกรรมภาวนาได้ง่ายขึ้น ถ้ายังไม่สงบอีกให้เดินจงกรมก่อนแล้วกลับมานั่งสมาธิต่อ

ถ้านั่งสมาธิแล้วเกิดนิมิตเป็นภาพหรือเสียงใดๆขึ้นมา ให้กำหนดรู้แล้วละวางในนิมิตนั้น แล้วกำหนดจิตย้อนกลับมาตั้งใจอยู่กับการบริกรรมภาวนาต่อไป

พอนั่งสมาธิจนจิตสงบตั้งมั่น ให้สังเกตสภาวะที่ละเอียดกว่าคำบริกรรมภาวนาที่ปรากฏขึ้นแล้วเพ่งในอาการที่รู้เช่นนั้นต่อไป

พึงระลึกว่า การฝึกสมาธิต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งรู้อยู่ตลอดเวลา แล้วใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้เบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด

Go to top